พิพิธภัณฑ์เมืองฝ้าย

กาลเวลาผ่านไปนับพัน ๆ ปี  ในปีพ.ศ.2513 ได้มีเรื่องปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกลางหมู่บ้าน พระพุทธรูปศิลาองค์หนึ่งปรากฏอยู่ในสวนพริก พระพุทธรูปหินแกะสลักมีความสวยงามมาก ลักษณะเป็นปางเสด็จลงจากดาวดึงส์ ยุคสมัยทวารวดี   ด้วยมูลค่าที่ประเมินมิได้ พระพุทธรูปองค์จริงหลังจากได้มีผู้ค้นพบแล้วประดิษฐานไว้ในหมู่บ้าน ผู้คนทั่วทุกสารทิศพากันมากราบไหว้บูชาศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์  เพียงไม่นานนักได้มีการโจรกรรมไปในเวลาไล่เลี่ยกันถึง 2 ครั้ง ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์สำคัญองค์นี้ ได้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครกรุงเทพมหานคร

แม้เวลาจะล่วงเลยไปหลายสิบปี แต่เรื่องราวของหลวงพ่อประทานพร ยังได้รับการกล่าวถึงด้วยความรู้สึกศรัทธาและผูกพันอย่างลึกซึ้ง  ในแต่ละปี อบต.เมืองฝ้ายได้จัดงานบวงสรวงหลวงพ่อประทานพร ใช้ชื่องานว่า งานของดีเมืองฝ้ายและนมัสการหลวงพ่อประทานพรศักดิ์สิทธิ์  ภายในงานมีขบวนแห่แต่งกายสวยงามในชุดประจำกลุ่ม 4 ชาติพันธุ์ที่มาอยู่อาศัยที่นี่ ได้แก่ เขมร ไทยเดิ้ง (ไทยโคราช) ส่วย ลาว 

พิพิธภัณฑ์เมืองฝ้าย  ก่อตั้งขึ้นปี พ.ศ.2556  ผู้ริเริ่มคือ นายทวี พยัคฆา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองฝ้าย ด้วยความเห็นดีเห็นงามของคนในชุมชน  เรื่องราวภายในพิพิธภัณฑ์  สถานที่จริงในจุดเด่น ๆ  คือ ได้แสดงไว้ในแผนผัง  ได้แก่ ปราสาทคูกะน๊อบ บริเวณคูเมืองเก่า ปล่องสะดือพญานาค ปราสาทกลางบ้าน ปราสาทตาบึ้ง และวัดบ้านฝ้าย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้โดดเด่นที่การออกแบบสถาปัตยกรรม ให้ตัวอาคารเป็นแบบปราสาทหิน ด้านนอกจัดสวนดอกไม้สวยงาม ด้านในจัดแสดงพระพุทธรูปและโบราณวัตถุที่มีการค้นพบตามไร่นาของชาวตำบลเมืองฝ้าย  พระพุทธรูปหลวงพ่อประทานพรองค์จำลองตั้งสถิตไว้เด่น ใกล้กันมีภาพขยายขนาดใหญ่  มีภาพของนายลับ ขุนนาม ผู้ค้นพบเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2513  ก่อนที่จะนำไปที่วัด  เขาเล่าว่ามีคนมาเข้าฝันว่าบริเวณแปลงปลูกพริกน่าจะมีอะไรบางอย่าง มีพญานาคเป็นงูตัวใหญ่โผล่ขึ้นมา และตรงที่เจอหลวงพ่อประทานพร พอตกค่ำชาวบ้านบอกว่ามักจะเห็นแสงขึ้นมาทางทิศตะวันตก หลังจากที่นำพระพุทธรูปขึ้นมาแล้ว แสงนั้นก็หายไป 

จากการสำรวจทางโบราณคดีบริเวณเมืองฝ้าย ได้พบโบราณสถานที่ปรักหักพังและโบราณวัตถุกระจายเป็นบริเวณกว้าง  แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เคยมีชุมชนตั้งถิ่นฐานมาหลายช่วงเวลา ช่วงแรกตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ประมาณ 2500 ปีมาแล้ว มีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ได้เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์มติชน ลงวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2540 กล่าวว่าเป็นโครงกระดูกผู้ชายสูงประมาณ 170 ซม.อายุกว่า 3000 ปี

ช่วงต่อมาเป็นสมัยทวารวดี(พุทธศตวรรษที่ 12-16) ซึ่งพบหลักฐานทางโบราณคดีอย่างมากมายทั้งอิฐปราสาทและพระพุทธรูป  มาถึงยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1762) ยุคหลังนี้จากการวิจัยโดยโครงการค้นหาและพัฒนาสารสนเทศภูมิศาสตร์ของราชมรรคาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทำให้เราเห็นสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนโบราณได้มีมิติมากขึ้น  ความสำคัญของเมืองฝ้าย ได้ปรากฏว่าเป็นหนึ่งในชุมชนของถนนโบราณจากเมืองพระนครมายังเมืองพิมาย ในเส้นทางราชมรรคาสายตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นไปตามจารึกปราสาทพระขรรค์ที่กล่าวถึงธรรมศาลา  (บ้านมีไฟ) ศาสนสถานประจำที่พักนักเดินทาง ตามเส้นทางนี้มี 17 แห่ง

โบราณวัตถุที่เห็นเป็นภาชนะดินเผา ไหโบราณแบบต่าง ๆ เครื่องมือโลหะ ที่เราเห็นจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์  ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยง    ชวนติดตาม ด้วยว่ามีการสำรวจพบแหล่งผลิตภาชนะดินเผา แหล่งถลุงโลหะ อันเป็นกิจกรรมในชุมชน  สิ่งของจัดแสดงอื่นๆที่รวบรวมไว้       ในพิพิธภัณฑ์ยังมีพวกหินบดยาที่พบเป็นจำนวนมาก และยังพบชิ้นส่วนของยอดปราสาท

พระพุทธรูปโบราณองค์สำคัญที่ค้นพบในเมืองฝ้ายยังมีอีกหลายองค์  มีพระพุทธรูปสำริดอีกสามองค์ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พระพุทธรูปสามพี่น้อง เนื่องมาจากว่าพบในบริเวณใกล้เคียงกันองค์แรกคือพระโพธิสัตว์สำริด มี 4 กร องค์นี้เด่นตามยุคสมัยทวารวดีแบบบุรีรัมย์ มีลักษณะของศิลปะคุปตะที่ชัดเจนมาก องค์กลางเป็นพระพุทธรูปสำริดประทับยืนในปางประทานธรรม อีกองค์คือ พระโพธิสัตว์สำริดศรีอาริยเมตไตรยศวร ประทับยืนในท่าตริภังค์ ทั้งสามองค์ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร


อีกองค์หนึ่งคือ หลวงพ่อศรี ชาวบ้านเล่าต่อกันมาว่า มีขโมยไปแอบขุดมาจากซากปราสาทคูกะน๊อบ เป็นพระพุทธรูปศิลาปางนาคปรก สมัยทวารวดี จากนั้นก็นำไปพักไว้ แล้วคนที่ขโมยไปได้มีอันเป็นไป ชาวบ้านที่ไปเจอจึงนำไปถวายวัดหินดาด ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา หลวงพ่อศรีจึงประดิษฐานอยู่ที่นั่นตราบจนทุกวันนี้

สิ่งที่เป็นความคาดหวังของคนในชุมชนคือ ความต้องการให้พระพุทธรูปหลวงพ่อประทานพรองค์จริงที่เคยอยู่ในหมู่บ้านนานนับพันปีได้กลับมาเหมือนเดิม ชาวบ้านได้เคยไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร  ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในฐานะเจ้าของพื้นที่ มีการอนุญาตให้ถ่ายภาพได้  แต่ด้วยเหตุผลใหญ่เรื่องมาตรการการรักษาความปลอดภัยให้กับโบราณวัตถุ อันเป็นสมบัติของชาติ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้นำกลับมาทั้งถาวรและชั่วคราว

อีกความหวังหนึ่งของชุมชนก็คือ ความอยากให้มีการบูรณะโบราณสถานที่ทางกรมศิลปากรได้เคยมาสำรวจและกันพื้นที่ไว้  ซึ่งคณะนำชมได้พาไปดูพื้นที่จริงด้วยความกระตือรือร้น ที่แรกคือ ปราสาทคูกะน๊อบสภาพพื้นที่ที่เห็นคือกองดินขนาดใหญ่ผสมกับอิฐ  มีส่วนของหินทรายขนาดใหญ่แทรกตัวอยู่  ปรากฏมีหลุมที่มีการลักลอบขุดหาพระพุทธรูปและวัตถุโบราณในสมัยก่อน ช่วงที่ชาวบ้านไม่ตื่นตัวรับรู้เรื่องการอนุรักษ์  จากข้อมูลทำให้ทราบว่า ปราสาทคูกะน๊อบเป็นโบราณสถานยุคแรกที่ก่อสร้างด้วยอิฐ ส่วนที่เป็นหินทรายขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าคือ เสากรอบประตู ทับหลัง ลักษณะโบราณสถานเป็นศาสนสถานแบบพุทธเถรวาทในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ต่อมาช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 จึงเปลี่ยนมาเป็นนิกายมหายานที่รุ่งเรืองแผ่ขยายในช่วงเวลานั้น

ต่อมาคณะนำชมได้พาไปดูบริเวณคูเมืองเก่า  ลักษณะเป็นลำน้ำล้อมรอบหมู่บ้าน ตรงนี้ถ้าดูภาพถ่ายทางอากาศจะมองเห็นแนวคูเมืองได้เด่นชัด มีการสำรวจและกำหนดว่าบริเวณที่ชุมชนบ้านเรือนและพื้นที่เพาะปลูกแทรกอยู่  เป็นเขตโบราณสถานทั้งหมด 325 ไร่  สมัยก่อนที่ยังไม่มีการลอกคลองจะมีต้นไทรเต็มไปหมด มีฝูงลิงเป็นจำนวนมาก มีเสือให้พบเห็นด้วย 

ดูปล่องสะดือพระยานาค ตรงนี้ชาวบ้านบอกว่าตอนกลางวันเคยเห็นงูใหญ่ตัวสีดำเลื้อยออกมา  เมื่อก่อนบ่อนี้เป็นโพรงลึกมาก เคยมีคนเอาไม้ไผ่ทั้งลำแหย่ลงไปก็ยังไม่ถึงก้นปล่อง 

สถานที่ต่อมาคือซากโบราณสถานปราสาทกลางบ้าน ลักษณะเป็นเนินดิน มีอิฐก้อนเล็กเต็มไปหมด สังเกตว่าในแต่ละจุดของโบราณสถานได้มีการตั้งศาลไว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ไม่มีใครกล้าบุกรุกนำอิฐเอาไปใช้ และต้นไม้ใหญ่ตรงนั้นก็ได้รับการอนุรักษ์ด้วย  ในเดือนหกชาวบ้านจะมาทำพิธีร่วมกันทำบุญตักบาตร

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ  สามารถมองเห็นแต่ไกล  กองดินที่มีต้นมะค่าโมงต้นใหญ่มากอยู่กลางที่นา ในช่วงฤดูแล้งแลเห็นกองฟางกับแปลงผักเล็กๆที่ชาวบ้านปลูกไว้กินในครัวเรือน ตรงนี้คือ ปราสาทตาบึ้ง ลักษณะกองดินนี้มีอิฐก้อนเล็กโผล่มาให้เห็น ต้นมะค่าโมงใหญ่ได้ใช้รากกอดเอาบางส่วนของตัวปราสาทไว้ ในช่วงที่ชาวบ้านยังไม่ค่อยทราบข้อมูลข่าวสาร ได้เคยมีคนเอาเครื่องตรวจจับโลหะมาค้นหาวัตถุโบราณบริเวณนี้ แต่ชาวบ้านที่เห็นก็ได้ไปแจ้งให้กำนันทราบว่ามีคนต่างถิ่นมาบุกรุก

อีกสถานที่จัดแสดงวัตถุโบราณอยู่ที่วัดบ้านฝ้าย ในศาลามีพระพุทธรูปจำลองหลวงพ่อประทานพรอีกองค์หนึ่ง มีหินรูปปลา หินระฆังที่ตีแล้วดังกังวาน แท่นศิวลึงค์ มีภาพถ่ายทางอากาศของเมืองฝ้าย  ใกล้กันมีการค้นพบใบเสมาหินโบราณคู่ขนาน  มีการสร้างหลังคาคลุมไว้ ความสำคัญมีอยู่ว่า  สิ่งนี้เป็นหลักฐานสำคัญของการรับอารยธรรมพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองในสมัยทวารวดี  ในดินแดนภาคอีสานของไทย ซึ่งแตกต่างจากทวารวดีภาคกลางที่นิยมสร้างธรรมจักร  ใบเสมาของวัด คือสิ่งบ่งบอกความเป็นวัด เริ่มมาจากที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้ภิกษุต้องทำอุโบสถ ปวารณาและสังฆกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะการสวดปาฏิโมกข์ ซึ่งต้องสวดร่วมกันเดือนละ 2 ครั้ง ใบเสมาเป็นหลักที่ปักเขตสำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของวัด

ใกล้กันภายในบริเวณวัดได้ปรากฏฐานอาคารที่สร้างทิ้งไว้ สอบถามได้ความว่าแต่เดิมจะสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ตรงนี้ ก่อสร้างฐานเสร็จแล้ว จึงได้ทราบว่าผิดกฎระเบียบว่าห้ามก่อสร้างในเขตโบราณสถาน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ทางอบต.เมืองฝ้ายและชาวบ้านต่างไม่ย่อท้อ จึงได้ไปสร้างที่พื้นที่ของอบต. ดังปรากฏเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สวยงามเก็บเรื่องราวอันมีคุณค่าของชุมชนไว้


 การเดินทาง :  จากตัวเมืองบุรีรัมย์ไปอำเภอหนองหงส์ ระยะทาง 60 กม. จากหนองหงส์ไป ต.เมืองฝ้ายใช้เส้นทางสระขุด-โคกสว่าง ระยะทางประมาณ 7 กม.  (ทางเดียวกับที่จะไปอำเภอหนองกี่และอ.ลำปลายมาศ)  ให้สังเกตป้ายบอกที่ตั้งของ อบต.เมืองฝ้าย

UploadImage
พระพุทธรูปยืนสัมฤทธิ์ทวารวดี ค้นพบที่ตำบลเมืองฝ้าย อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ 
สูงถึง 1.09 เมตร นับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปยืนสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ 
พระพุทธรูปองค์นี้ลักษณะพระพักตร์คล้ายศิลปะอินเดีย  
(เก็บรักษาไว้อย่างดีที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครกรุงเทพมหานคร)

UploadImage
พระพุทธรูปที่เป็นประติมากรรมลอยตัวสลักด้วยศิลา มีขนาดใหญ่ เป็นศิลปะสมัยทวารวดี
อย่างแท้จริง (แบบพื้นเมือง) พระเศียรมีลักษณะ
 ® พระขนง(คิ้ว) = ต่อกันเป็นปีกกา
® พระเนตร(ตา) = โปน
 ® พระโอษฐ์(ปาก) = หนาแบะ
ประทับยืนด้วยอาการสมภังค์ (ยืนตรง) วิตรรกมุทรา 2 พระหัตถ์ 
(เก็บรักษาไว้อย่างดีที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครกรุงเทพมหานคร)


UploadImage











พระพุทธรูปประทับนั่งปางนาคปรก เป็นศิลปะรุ่นแรก มีขนดนาค(ใกล้เคียงธรรมชาติ+อมราวดี) ได้รับอิทธิพลศิลปะอินเดียสมัยต่าง ๆ ผสมกันอยู่ในองค์เดียวกัน ได้รับอิทธิพลจาก
      อมราวดี -  ปางสมาธิ, ห่มเฉียง, ขัดสมาธิแบบหลวม ๆ  
      คุปตะ    -  จีวรเรียบไม่มีริ้ว 
ปัจจุบัน หลวงพ่อศรี ประดิษฐานอยู่ที่วัดหินดาด ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา 











UploadImage




 
เอกสารแนบ :